มาตรฐานการวิจัย

มาตรฐานการวิจัยในคน
มาตรฐานห้องปฏิบัติการวิจัย
จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ
มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ
มาตรฐานการวิจัยในคน                         

          การวิจัยในคนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทั้งด้านการแพทย์ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยขั้นตอนการเสนอขอทุนในการดำเนินการวิจัยจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน ซึ่งต้องมีระบบที่ใช้ในการกำกับ สำหรับประเทศไทยองค์กรที่ทำวิจัยในคนมีการตื่นตัวและได้ศึกษาวิธีการดำเนินงานเพื่อจัดทำมาตรฐานการวิจัยในคนมาระยะหนึ่งแล้ว ต่อมาก็มีการรวมตัวกันเป็นชมรม FERCIT/FERCAP เกิดขึ้น ทำให้หน่วยงานหลายแห่งสามารถพัฒนารูปแบบกำกับดูแลได้ ทั้งระดับทั่วไปจนถึงระดับที่ได้รับการรับรองในมาตรฐานสากล มีการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน รวมถึงมีการจัดตั้ง สถาบันคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์ขึ้น (สคม.) ในกระทรวงสาธารณสุข (IHRP) มีคณะกรรมการพิจารณาโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคนในแต่ละคณะ/สถาบัน/รพ.หลายแห่ง                         

          วช.เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ และร่วมมือกันมาระดับหนึ่งในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการวิจัยในคนในระดับประเทศให้มีมาตรฐานที่เทียบเคียงและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติด้วย จึงได้จัดทำโครงการ “ส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการวิจัยในคน” ขึ้น  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิจัยในมนุษย์ให้ได้ผลสูงสุดทั้งในเชิง ethics และ scientific  สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐาน ได้ผลการวิจัยที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการปกป้องอาสาสมัคร นำไปสู่การยอมรับในระดับสากลต่อไป                                

          ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พัฒนาระบบประกันคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (National Ethics Committee Accreditation System in Thailand: NECAST) กำหนดวิธีดำเนินการมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ (Standard of Operating Procedure : SOPs) และให้การรับรองแก่โครงการวิจัยที่ผ่านรับการรับรองจากคณะกรรมการร่วมพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน ก่อนที่จะดำเนินการวิจัย  และได้ฐานข้อมูลฝึกอบรมนักวิจัย รวมทั้งเป็นเจ้าภาพร่วมในการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานหรือนักวิจัย นอกจากนี้ วช. ได้ลงนามความร่วมมือกับ  ๒๔ สถาบันภาคี และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  เช่น SIDCER CREC และ สคม. เพื่อผลักดันระบบประกันคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย (National Ethics Committee Accreditation System in Thailand: NECAST) ให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

          อีกทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการพัฒนาและกำกับมาตรฐานการวิจัยในคนซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภาวิจัยแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

มาตรฐานห้องปฏิบัติการวิจัย

ห้องปฏิบัติการเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๒ ประการ คือ ๑) ความน่าเชื่อถือของการดำเนินงาน เพื่อให้ผลการศึกษาค้นคว้าเป็นที่ยอมรับ และ ๒) ความปลอดภัย ในการวิเคราะห์วิจัยต้องทำตามหลักของการปฏิบัติการที่ดีเพื่อให้ผู้วิเคราะห์วิจัย มีความปลอดภัย และก่อให้เกิดของเสียอันตรายและการแพร่กระจายของสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และเพื่อให้ผลการวิจัยและทดสอบทางห้องปฏิบัติการเป็นที่ยอมรับ ในหลายๆ ประเทศมีกฎหมายและองค์กรเฉพาะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมี มีบทกำหนดโทษที่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานทั้งของภาครัฐและเอกชนตลอดจนสถานศึกษาทุกระดับ แต่ในประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายหลักสำหรับควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และการมีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายคือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ แต่กฏหมายฉบับดังกล่าวมีข้อยกเว้นการปฏิบัติให้กับหน่วยงานราชการซึ่งรวมถึงสถาบันการศึกษาอีกด้วย

วช. เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ และร่วมมือ ผลักดันให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยในระดับประเทศขึ้น เพื่อมุ่งหวังให้เกิดแนวปฏิบัติกลางที่สามารถปฏิบัติได้จริง และเกิดการยอมรับจากหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง สร้างความตระหนักให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จะเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีต่างๆ และผลักดันให้การจัดการความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยเป็นนโยบายสาธารณะต่อไป

                                โดยมอบหมายให้ศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัย ซึ่งผลการดำเนินงานระยะที่ 1 ได้สร้างภาคีความร่วมมือในสถาบันต่าง ๆ จัดทำแนวปฏิบัติที่ดีในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัย มีการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อใช้สำรวจสถานภาพเบื้องต้นของห้องปฏิบัติการวิจัย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาห้องปฏิบัติการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบต่อไป

จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ

                            สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย ให้มีความรู้ความสามารถ และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของผู้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ส่งเสริมการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ จึงได้จัดทำมาตรฐานคุณภาพนักวิจัย เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ผลิตออกมาเป็นที่น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและเพื่อตอบสนองให้ประเทศไทยมุ่งไปถึงระดับที่สามารถสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้เองอย่างภาคภูมิ วช. จึงได้จัดทำคู่มือจรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้นักวิจัยใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดี นำไปสู่การพัฒนามาตรฐานคุณภาพนักวิจัยไปสู่ระดับสากล

            โครงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ ได้ดำเนินการเผยแพร่คู่มือจรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ โดยเนื้อหาในจรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติแบ่งเป็น 5 ส่วนสำคัญ คือ (1) จรรยาวิชาชีพของวิจัยและแนวทางปฏิบัติ (2) จรรยาวิชาชีพในการทำวิจัยและแนวทางปฏิบัติ (3) แนวทางปฏิบัติของนักวิจัยต่อผู้อื่นและหน่วยงาน (4) แนวทางปฏิบัติของบุคคลและหน่วยงานทีเกี่ยวข้องกับการวิจัย และ (5) การประพฤติผิดจรรยาวิชาชีพวิจัย ทั้งนี้ ในการดำเนินงานต่อไปจะมีการเผยแพร่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งจัดทำเอกสารเพื่อเผยแพร่ต่อไป

มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ

ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมีความก้าวหน้าทางด้านศักยภาพและดำเนินไปอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติ ทั้งทางด้านการแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม เป็นต้น ประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพในด้านต่างๆ ซึ่งในขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุ (Genetically Modified Organism - GMOs) ในเชิงพาณิชย์ ยกเว้นการนำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม แต่ในอนาคตข้อห้ามเหล่านี้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสูง เนื่องจากความหลากหลายทางเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่มีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น อาหาร ยารักษาโรค  ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ต้องทำควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพของนักวิจัย ผู้บริโภคตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่ต้องได้รับผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ฉะนั้นการมีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในอนาคตการกำกับดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพของประเทศไทย จะดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ พ.ศ........ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การดำเนินการให้เป็นไปตาม พรบ. ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพฯ จำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง วช. ให้การสนับสนุนศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการเทคนิคด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Technique Biosafety Committee - TBC) ดำเนินโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับสถาบัน (Institutional Biosafety Committee-IBC) ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำ และควบคุมดูแลการดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่หรือพันธุวิศวกรรมภายในแต่ละหน่วยงาน โดยในปัจจุบันมีคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ (IBC) รวมทั้งสิ้น 34 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมของแม่ข่าย (node) ในการเผยแพร่หลักสูตรอบรมในระยะต่อไปให้เกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป