วช. ผนึกกำลัง มธ. และ มรภ.อุดรธานี เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 ยกระดับงานวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สู่เป้าหมายการใช้ประโยชน์ ครบ 4 ภาคทั่วประเทศ
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (มรภ.อุดรธานี) จัดอบรม “หลักสูตรเสริมสมรรถนะบุคลากรสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อพัฒนางานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (RUSH) ระยะที่ 2
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
เป็นประธานเปิดการอบรม และมี ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดี ร่วมต้อนรับ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมากล่าวปาฐกถาเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมการอบรม
สำหรับ หลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 เป็นหลักสูตรที่มุ่งผลักดันและต่อยอดงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ ทั้งระดับนโยบาย ชุมชน และเชิงพาณิชย์ พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี รศ.ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งการจัดอบรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากมหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุดรธานี และถือเป็นการดำเนินงานครั้งสุดท้ายที่เติมเต็มความสำเร็จของโครงการได้ครบทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ต่อเนื่องจากการจัดอบรมในกรุงเทพมหานคร จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ผ่านมา
น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ ได้กล่าวถึงประโยชน์และคุณค่าของหลักสูตร RUSH ว่าเป็นกลไกสำคัญในการบ่มเพาะนักวิจัยเพื่อผลักดันงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้ก้าวข้ามการอธิบายปัญหา ไปสู่การชี้ทางออก สร้างโอกาส และสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและนโยบายของประเทศได้อย่างแท้จริง ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยได้ประสบความสำเร็จครบถ้วนทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วไทย พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพที่โดดเด่นของ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กว้างใหญ่และเปี่ยมด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ อารยธรรมลุ่มน้ำโขง รวมถึงวิถีชุมชนที่เข้มแข็ง ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นคลังความรู้ที่มีทฤษฎีของตนเองรอคอยการค้นพบ โดยการอบรม
เชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพให้นักวิจัยเข้าถึงและตีความองค์ความรู้ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง เพื่อพัฒนาไปสู่ข้อเสนอโครงการวิจัยที่มีพลังในการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอีสานให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในส่วนสำคัญของงาน คือการปาฐกถาพิเศษโดย ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์ และองค์ความรู้ โดยท่านชี้ให้เห็นภาพรวมทิศทางขับเคลื่อนงานวิจัยยุคใหม่เพื่อยกระดับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไทยให้มีศักดิ์ศรีทัดเทียมวิทยาศาสตร์ พร้อมชวนให้นักวิชาการร่วมสร้าง “อธิปไตย
ทางวิชาการ” โดยหลุดพ้นจากการลอกเลียนทฤษฎีตะวันตก และหันมาเจาะลึก 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างทฤษฎีจากบริบทความเป็นจริงของสังคมไทย 2) การถอดรหัสศาสตร์ดั้งเดิมและอารยธรรมโบราณ เช่น โครงการวิจัยสุวรรณภูมิและวิศวกรรมสถาปัตยกรรมไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม 3) การพลิกโฉม “ระบบอุปถัมภ์แบบไทย”
สู่ระบบอุปถัมภ์เชิงคุณธรรมและนวัตกรรมที่ผู้นำเสียสละเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผสานพลังจิตอาสา และ 4) การยกระดับนักวิจัยสู่ “นักยุทธศาสตร์ทางวิชาการ” ที่ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว มีจินตนาการเล่าเรื่องให้มีชีวิตชีวา เพื่อผสานองค์ความรู้ร่วมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการปลุกเศรษฐกิจ ชุมชน และขับเคลื่อนขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
ให้เท่าทันโลกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่พร้อมปรับตัวและทันโลกมาโดยตลอด งานวิจัยยุคใหม่จึงต้องทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลุกศักยภาพของประเทศ โดยนักวิชาการต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิดและพัฒนาองค์ความรู้อย่างสนุกสนานเพื่อประโยชน์สูงสุดของสาธารณะ