“ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์บนเวที “THAIDEF-EX 2026” ชูนวัตกรรม Dual-use รับมือสงครามเทคโนโลยี เดินหน้าเชื่อมโยงนักวิจัย-ภาคอุตสาหกรรม-กองทัพ วางรากฐานไทยสู่เอกราชทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

วันที่ 10 ก.ค. 2026
37 Views
รายละเอียดตำแหน่งงาน

“ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์บนเวที “THAIDEF-EX 2026” ชูนวัตกรรม Dual-use รับมือสงครามเทคโนโลยี เดินหน้าเชื่อมโยงนักวิจัย-ภาคอุตสาหกรรม-กองทัพ วางรากฐานไทยสู่เอกราชทางเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

 

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาในหัวข้อ “ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและ Dual-used“ ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 (Thailand Defence Industry Exhibition 2026: THAIDEF-EX 2026) ภายใต้แนวคิด “Power of Self Reliance : พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง” โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ประกอบการและเครือข่ายอุตสาหกรรม พร้อมนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 เข้าร่วม ณ อาคารอเนกประสงค์สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศรีสมาน

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสองทาง หรือ Dual-use เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้บนลำแข้งของตัวเองในยามเกิดวิกฤต ปัจจุบันภัยคุกคามไม่ได้มีเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสงครามเทคโนโลยี (Tech War) เช่น การรบกวนสัญญาณความถี่โดรน หรือการตัดวงจรเทคโนโลยีแบตเตอรี่ระดับสูง ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงโลกของเศรษฐกิจและโลกของความมั่นคงเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ

 

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้วางแผนการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหมในระยะ 4 ปีนี้ เพื่อสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อความมั่นคง (Ecosystem Platform) โดยมุ่งเน้นการก้าวข้ามจากการผลักดันแค่สตาร์ตอัป (Startup) ไปสู่การสร้างเครือข่ายธุรกิจระดับ Scale-up ที่มีเทคโนโลยีพร้อมใช้งานจริง พร้อมกันนี้ได้ปรับเปลี่ยนกลไกการให้ทุนสู่รูปแบบ หน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้งบประมาณ แต่จะลงมาช่วยบ่มเพาะและเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และกองทัพ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว โดยประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากและมีนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอด ทั้งเทคโนโลยี AI เซนเซอร์ ดาวเทียม Cyber Security แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการยกระดับนวัตกรรมจากมาตรฐานทั่วไปให้เป็น มาตรฐานระดับทางการทหาร ตลอดจนการออกแบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบ Modular เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียว

 

“กระทรวง อว. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การส่งเสริมนวัตกรรม Dual-use จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักวิจัยไทยที่ผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่น อากาศยานไร้คนขับ ชุดเกราะ หรือระบบเรดาร์ สามารถสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์เพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ในยามปกติ และพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญสนับสนุนประเทศได้ทันทีในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีเอกราชทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว