เข้าใจความเสี่ยง ใช้ข้อมูลให้เป็น และเตรียมพร้อมโดยไม่ตื่นตระหนก
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH: Earthquake Research Center of Thailand) ชวนประชาชนเรียนรู้เรื่องภูเขาไฟในประเทศอินโดนีเซีย ผ่านตำแหน่งภูเขาไฟ 6 แห่ง บทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียม และแนวทางดูแลตนเองเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปลี่ยนข่าวภัยธรรมชาติให้เป็นความรู้ที่นำไปใช้เตรียมพร้อมได้
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน คือ “ภูเขาไฟ 6 แห่งมีการปะทุในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน” ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเริ่มปะทุพร้อมกัน หรือมีระดับอันตรายเท่ากัน ภูเขาไฟแต่ละแห่งมีประวัติการปะทุ ลักษณะ และพื้นที่อันตรายแตกต่างกัน จึงต้องติดตามประกาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นรายพื้นที่ ไม่ควรสรุปสถานการณ์จากจำนวนภูเขาไฟหรือภาพกลุ่มควันที่เกิดจากการปะทุ
ซึ่งข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงรายงานช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2569 ไม่ใช่จากประกาศระดับเตือนภัยแบบเวลาจริง
🌋 รู้จักภูเขาไฟทั้ง 6 แห่ง
1. อานักกรากะตัว (Anak Krakatau)
ตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา โดยกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย หรือ ESDM รายงานเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ว่า การปะทุเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่คืนวันที่ 4 ถึงต้นวันที่ 6 กันยายน กินเวลาประมาณ 25 ชั่วโมง แม้การปะทุต่อเนื่องช่วงดังกล่าวจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังพบการปะทุเป็นระยะและต้องเฝ้าระวังต่อไป เป็นตัวอย่างสำคัญว่า “การปะทุรุนแรงหยุดลง ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงสิ้นสุดเช่นกัน”
2. เซเมรู (Semeru)
ตั้งอยู่บนเกาะชวา เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดของเกาะและเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่มีการปะทุบ่อยครั้ง รายงานช่วงวันที่ 27 สิงหาคม–2 กันยายน 2569 มีการตรวจพบเหตุการณ์ปะทุและพ่นเถ้าถ่านเกิดขึ้นทุกวัน จึงต้องให้ความสำคัญกับเขตพื้นที่ห้ามเข้าและพื้นที่เสี่ยงตามแนวหุบเขาหรือลำน้ำที่หน่วยงานทางการกำหนด
3. อีลี เลโวโตลก (Ili Lewotolok / Lewotolok)
ตั้งอยู่บนเกาะเล็มบาตา หมู่เกาะนูซาเต็งการาตะวันออก มีรายงานการปะทุ การพ่นเถ้าภูเขาไฟ และการไหลของลาวาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน 2569 แสดงให้เห็นว่าอันตรายจากภูเขาไฟไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มเถ้าบนท้องฟ้า แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนตัวของลาวาที่มีการพ่นและไหลเอ่อบนพื้นดินด้วย
4. อีบู (Ibu)
ตั้งอยู่บนเกาะฮัลมาเฮรา เป็นภูเขาไฟที่มีประวัติการปะทุและปล่อยเถ้าอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานช่วงวันที่ 27 สิงหาคม–2 กันยายน 2569 ระบุว่ามีการปะทุทุกวัน และเถ้าถูกลมพัดไปหลายทิศทาง การประเมินพื้นที่ได้รับผลกระทบจึงต้องพิจารณาข้อมูลลมร่วมด้วย ไม่ใช่เพียงระยะห่างจากภูเขาไฟ
5. ซินาบุง (Sinabung)
อยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา มีรายงานการปะทุรอบใหม่เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 หลังตรวจพบความผิดปกติเกิดขึ้นก่อนหน้า เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการติดตามข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงของภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงที่ไม่พบการปะทุที่ชัดเจนด้วยตาเปล่า
6. เลโวโตบี (Lewotobi)
ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะฟลอเรส ประกอบด้วยภูเขาไฟสองยอด ได้แก่ Lewotobi Laki-Laki และ Lewotobi Perempuan โดยช่วงวันที่ 27 สิงหาคม–2 กันยายน 2569 กล่าวถึงการปะทุต่อเนื่องของ Laki-Laki ทั้งนี้ เลโวโตบีเป็นคนละระบบภูเขาไฟกับอีลี เลโวโตลก แม้ชื่อจะคล้ายกัน จึงต้องตรวจสอบชื่อและสถานที่ให้ถูกต้องก่อนนำข้อมูลไปเผยแพร่
🌏 ทำไมอินโดนีเซียจึงมีภูเขาไฟมาก?
อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่มีปฏิสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะการมุดตัวของแผ่นธรณีภาคบริเวณแนวซุนดา ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดภูเขาไฟและแผ่นดินไหว ประเทศนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่รู้จักกันว่า “วงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก” หรือ Pacific Ring of Fire ซึ่งเป็นแนวที่มีกิจกรรมทางธรณีวิทยาสูงของโลก
อย่างไรก็ตาม การเกิดกิจกรรมในช่วงเวลาใกล้กัน ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าภูเขาไฟลูกหนึ่งกระตุ้นให้อีกลูกหนึ่งที่อยู่ห่างไกลปะทุตามกันเป็นทอด ๆ ซึ่ง USGS ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการปะทุของภูเขาไฟแห่งหนึ่งสามารถกระตุ้นภูเขาไฟที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรให้ปะทุได้ การเชื่อมโยงจึงต้องอาศัยหลักฐานเฉพาะ ไม่ใช่การคาดเดาจากข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
🛰️ THEOS-2 ดาวเทียมสำรวจของไทย
GISTDA เผยแพร่ภาพจากดาวเทียม THEOS-2 ซึ่งบันทึกภาพภูเขาไฟอานักกรากะตัว เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งออกจากบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ภาพจากอวกาศช่วยให้สังเกตพื้นที่จากระยะไกล โดยเฉพาะบริเวณที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน
สิ่งสำคัญคือ ภาพดาวเทียมควรใช้ร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น ข้อมูลภาคสนาม ข้อมูลลม และการประกาศเตือนภัย ไม่ใช้ในการนำมาตัดสินว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้วหรือจะเกิดการปะทุครั้งถัดไปเมื่อใด ตัวอย่างเช่น BMKG ของอินโดนีเซียใช้การวิเคราะห์ภาพดาวเทียมและข้อมูลหลายระบบร่วมกัน เพื่อติดตามการกระจายของเถ้าภูเขาไฟและสนับสนุนการแจ้งเตือนด้านการบิน
⚠️ ภัยจากภูเขาไฟไม่ได้หยุดอยู่ที่ปากปล่อง
เถ้าภูเขาไฟเป็นอนุภาคของหินขนาดเล็กที่เกิดจากการปะทุและสามารถถูกลมพัดไปไกล จึงอาจกระทบผู้คนที่ไม่ได้อยู่ติดภูเขาไฟ ทั้งการระคายเคืองตา และระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหอบหืดหรือโรคทางเดินหายใจอยู่เดิม นอกจากนี้ เถ้ายังอาจปนเปื้อนแหล่งน้ำและเป็นอันตรายต่ออากาศยานได้
สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรปฏิบัติดังนี้
ยึดประกาศทางการเป็นหลัก ตรวจสอบข้อมูลจาก PVMBG/Badan Geologi, BMKG และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ไม่เข้าเขตห้ามเข้า และปฏิบัติตามคำสั่งอพยพทันที ส่วนผู้เดินทางควรตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินและสนามบิน เพราะการดำเนินงานอาจเปลี่ยนแปลงตามการฟุ้งกระจายของเถ้า
ลดการสัมผัสเถ้าภูเขาไฟ เมื่อมีเถ้าตกและยังไม่มีคำสั่งอพยพ ควรอยู่ภายในอาคารที่ปลอดภัย ปิดประตูหน้าต่าง และลดกิจกรรมนอกอาคาร หากจำเป็นต้องออกไป ควรใช้หน้ากากกรองอนุภาคที่กระชับกับใบหน้า เช่น N95 และแว่นป้องกันดวงตา ทั้งนี้ N95 ไม่สามารถป้องกันก๊าซพิษได้ จึงไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้เข้าเขตอันตรายได้อย่างปลอดภัย
ดูแลผู้ที่เปราะบางเป็นพิเศษ ผู้มีโรคทางเดินหายใจควรเตรียมยาประจำตัวและหลีกเลี่ยงการสัมผัสเถ้า ส่วนเด็กควรลดการอยู่ในพื้นที่ฝุ่นเป็นหลัก เพราะหน้ากากสำหรับผู้ใหญ่อาจไม่กระชับกับใบหน้าเด็ก หากมีอาการผิดปกติที่ไม่ดีขึ้นหลังออกจากพื้นที่สัมผัส ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
🇹🇭 แล้วประเทศไทยมีภูเขาไฟหรือไม่?
ประเทศไทยเคยมีภูเขาไฟ และยังมีหลักฐานทางธรณีวิทยาให้ศึกษาในหลายพื้นที่ เช่น เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ แหล่งภูเขาไฟโบราณในจังหวัดลำปาง และพื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยพบหินภูเขาไฟ เช่น หินบะซอลต์ ซึ่งเป็นหลักฐานของกิจกรรมในอดีต กรมทรัพยากรธรณีอธิบายว่าภูเขาไฟในประเทศไทยเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว
ดังนั้น การพบภูเขาไฟโบราณในไทยไม่ได้หมายความว่ากำลังจะเกิดการปะทุ และไม่ควรนำข่าวภูเขาไฟในอินโดนีเซียมาเชื่อมโยงว่าเป็นสัญญาณการปะทุในประเทศไทยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ สิ่งที่ควรนำมาใช้คือบทเรียนเรื่องการติดตามข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การเข้าใจความเสี่ยงของพื้นที่ และการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม
วช. และ EARTH ชวนประชาชนตรวจสอบ “แหล่งที่มา–วันที่–สถานที่” ก่อนเชื่อและก่อนแชร์ พร้อมใช้ความรู้เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ ไม่ใช้ความตื่นตระหนกเป็นตัวนำ
“รู้ทันธรรมชาติ เข้าใจความเสี่ยง ใช้ข้อมูลให้เป็น
เตรียมพร้อมวันนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน”
เผยแพร่ความรู้โดย: สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ (EARTH)
เรียบเรียง: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัญจพาณ์ สุขโข
สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย
หมายเหตุประกอบอินโฟกราฟิก: ภาพภูเขาไฟทั้ง 6 ช่องเป็นภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพบันทึกการปะทุจริงในเวลาเดียวกัน และแผนที่ตำแหน่งภูเขาไฟไม่ใช่แผนที่แสดงเขตอันตรายหรือพื้นที่อพยพ
#วช #NRCT #EARTH #ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ #ภูเขาไฟอินโดนีเซีย #รู้ทันภัยพิบัติ #เตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย