University of Osaka เปิดพื้นที่เทคโนโลยีขั้นสูงและLabวิจัยนวัตกรรม สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ไทย มุ่งต่อยอดงานวิจัยเชื่อมไทยเชื่อมโลก ภายใต้ความร่วมมือ University of Osaka & NRCT
The University of Osaka ประเทศญี่ปุ่น เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่คณะจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศไทย โดยนำ Lab ชั้นนำ เปิดห้องปฏิบัติการและนำเสนอผลงานในหลากหลายมิติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ Joining and Welding Research Institute (JWRI) และ SANKEN เพื่อเปิดมุมมองด้านเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง งานวิจัยสมัยใหม่ และแนวทางการดำเนินงานของสถาบันวิจัยเฉพาะทาง ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยไทยและญี่ปุ่น
ในโอกาสนี้ ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะผู้บริหาร วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทั้งสองแห่ง
สำหรับ Joining and Welding Research Institute (JWRI) คณะ วช. ได้รับการต้อนรับจาก Professor Dr. Junko Umeda, Senior Advisor to the President for D&I, The University of Osaka; Professor Dr. Shoshu Kirihara, Vice Director, JWRI; Associate Professor Dr. Shota Kariya; Assistant Professor Dr. Ammarueda Issariyapat; Assistant Professor Dr. Takahiro Kozawa; Specially Appointed Researcher Dr. Jeff Huang และ Mr. Chaimano Paponpatพร้อมรับฟังการนำเสนอภาพรวมของ JWRI ซึ่งก่อตั้งมาเป็นระยะเวลากว่า 52 ปี และเป็นสถาบันวิจัยเฉพาะทางด้าน Welding and Joining Science มีห้องปฏิบัติการ 22 แห่ง และหน่วยวิจัยร่วมกับภาคเอกชน (Corporate Labs) อีก 4 แห่ง รวมทั้งมีเครือข่ายนักวิจัยในญี่ปุ่นและต่างประเทศประมาณ 200 คนต่อปี จาก 80 มหาวิทยาลัย และมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยกว่า 60 แห่งทั่วโลก รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยในประเทศไทย อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
นอกจากนี้ คณะยังได้รับฟังการนำเสนอและเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้าน Additive Manufacturing ของ JWRI ซึ่งประกอบด้วยงานวิจัย 3 ด้าน ได้แก่ 1) Lithographic Additive Manufacturing การสร้างชิ้นงานสามมิติแบบเติมเนื้อวัสดุเป็นชั้นโดยใช้เทคโนโลยีแสง 2) Green Additive Manufacturing การพัฒนากระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน และ 3) Additive Manufacturing Mechanics ซึ่งศึกษาด้านโครงสร้างและกลศาสตร์ของวัสดุที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการเติมเนื้อวัสดุ โดยมีงานวิจัยเกี่ยวกับโครงสร้างไทเทเนียมและวัสดุชีวภาพ (Biomaterials)
จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของ SANKEN โดยมี Professor Dr. Satoshi Yamaguchi และ Assistant Professor Dr. Hao Zhu, Department of Synthetic Chemistry for Molecular Systems (Yamaguchi Lab.) ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลสถาบัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1939 และมีงานวิจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่ Information & Quantum, Materials & Beams, Biological & Molecular และ Nanotechnology โดยคณะได้เยี่ยมชม Quantum Beam Laboratory รับฟังการนำเสนอผลงานวิจัย และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการวิจัยและความร่วมมือในอนาคต ปัจจุบัน SANKEN มีนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามากกว่า 200 คน และมีเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยในยุโรปและเอเชีย รวมถึงประเทศไทย อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีความร่วมมือกับ imec ประเทศเบลเยียมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ณ JWRI และ SANKEN ในครั้งนี้ ทำให้คณะนักวิจัยไทยได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของสถาบันวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีการเชื่อมและการประสานวัสดุ การผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ วัสดุขั้นสูง เทคโนโลยีควอนตัม ชีววิทยาและโมเลกุล ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี รวมทั้งได้เห็นแนวทางการใช้ห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี
ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างนักวิจัยไทยกับสถาบันวิจัยของ The University of Osaka เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเปิดมุมมองให้แก่นักวิจัยรุ่นใหม่ในการเรียนรู้แนวทางการวิจัยระดับนานาชาติ และนำประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโจทย์วิจัย ตลอดจนต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในอนาคต